ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

มาทำความรู้จัก KIpbox farm ตอนที่ 1เราคือใคร

   KIPBOX FARM 
    เราเป็นฟาร์มเกษตรแบบผสมผสานที่ตั้งอยูในตัวเมืองตรัง โดยใช้พื้นที่ ประมาณ 2 ไร่ครึ่ง แบ่งเป็นสองส่วนได้แก่ ส่วนของพื้นที่ฟาร์ม และ ส่วนร้านอาหารและโรงแรม 

    ในปี 2016 ซึ่งตัวผมเองตั้งใจจะใช้พื้นที่ตรงนี้สร้างโรงแรมที่ทำมาจากตู้คอนเทนเนอร์ โดยใช้ชื่อว่า KIP ที่แสลงมาจาก Sleep และ BOX ที่มาจากกล่อง แปลรวมกันเป็นกล่องนอน ซึ่งตรงกับConceptเอาตู้คอนเทนเนอร์มาสร้างเป็นโรงแรม

ภาพร่างออกแบบปี 2016

    ซึ่งเราได้ออกแบบเป็นโรงแรมขนาด 42 ห้องก็นับว่าหากสร้างจริงก็จะเป็นโรงแรมที่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์มาสร้างเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่สุดในเวลานั้น แต่จนแล้วจนรอดก็เกิดความคิดบ้างอย่างขึ้นมาว่า หากเราสร้างจริงเราจะทำธุรกิจนี้ไหวเหรอ แล้วโรงแรมเราจะมีอะไรเป็นจุดเด่นมากพอที่จะทำให้คนเขามาพักหรือเปล่า

    จากคำถามเหล่านั้นจึงทำให้ผมชลอการสร้างโรงแรม และลองหันมามองหาว่าเราจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่นี้อย่างไร จึงเกิดแนวคิดที่ว่าเราควรกลับมามองเรื่องการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพของเราเองและส่งต่ออาหารที่มีประโยชน์ให้กับลูกค้าจะดีกว่ามั๊ย 

    ซึ่งแนวคิดนี้เป็นโจทย์ที่ยากพอควรสำหรับคนที่ไม่เคยทำเกษตร เพราะคำถามที่เกิดขึ้นก็คือเราจะปลูกอะไรดี แล้วเราจะทำได้หรือไม่ แล้วเราจะต้องเริ่มอย่างไร 
 
ภาพถ่ายปี 2017
 
  เมื่อเริ่มตั้งคำถามแบบนี้ก็เข้าหลักของการคิดในเชิงวิศวกรรม (ลืมบอกไปนะครับ ว่า ผมจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาตร์ สาขาไฟฟ้า) โดยหลักการคิดก็คือเราจะทำอย่างไรดีกับพื้นที่ที่จำกัดเพื่อให้ผลประโยชน์มากที่สุด ก็เลยจำเป็นต้องหาข้อมูลว่าปลูกพืชอะไรดีจึงจะให้ผลประโยชน์ต่อพื้นที่มากที่สุด 

    คำตอบที่ได้แบ่งออกมาเป็น 2 ทางคือ ทางแรกการปลูกพืชในระบบพืชไร้ดิน และอีกทางคือการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งทั้งสองทางนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แล้วเราจะเลือกอย่างไหน คำตอบง่ายๆครับคือลองครับ

    จึงเกิดแปลงผัก
ไฮโดรโปนิกส์ แปลงเล็กขึ้นหลังออฟฟิศผม ทุกอย่างทำเองตาม YOUTUBE ครับ เริ่มตั้งแต่เจาะท่อรางปลูกเอง ทำระบบปั้มน้ำ วัดค่าน้ำ ทดลองให้ปุ๋ย วัดค่า EC และ PH เพาะกล้าลงในช่องปลูก 

    ผลสรุปคือทำไม่ชีวิตเรายุ่งยากขนาดนี้ ต้องทำหลายๆอย่างขนาดนี้เลยเหรอกว่าจะได้ผักมาสักต้น มันคงไม่ใช่ทางเราแน่ จึงเริ่มใหม่โดยใช้วิถีเกษตรอินทรีย์ คราวนี้สนุกกว่าเดิมครับ มีเรื่องจุลินทรี มีเรื่องการหมักฮอร์โมน เรื่องของการปรุงดิน ห่มดิน ตามวิถีของเกษตรอินทรีย์ ผักที่ได้รอบแรกของการปลูกงามมาก แต่รอบต่อๆมาเริ่มจะปลูกไม่ได้ผลผลิตเหมือนเก่าเพราะเริ่มมีการระบาดของโรคและแมลง เดี่ยวผมจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป

    จากการลองผิดลองถูกของผมจึงสรุปว่าการปลูกพืชก็เหมือนคน กินยามากไปก็ไม่ดี ไม่กินยากินแต่สมุนไพรก็ไม่หาย เลยเริ่มแนวทางใหม่ใช้แบบผสมผสานไม่มากไม่น้อยไป พอดีพอดี และสำคัญจะต้องมีมาตรฐานรองรับ เลยเริ่มเข้าขบวนการเรียนรู้เรื่องการใช้ปุ๋ยและยาอย่างถูกวิธีและรู้จักการงดใช้ยาในช่วงที่ปลอดภัยก่อนนำผักหรือผลผลิตในฟาร์มมาบริโภค เพราะเราถือว่าเราทานเอง คนอื่นก็ต้องทานได้ และนี้คือจุดเริ่มต้นของ KIPBOXFARM แล้วตอนหน้าผมจะมาเล่าต่อถึงแนวคิดของเราเกี่ยวกับทำฟาร์มครับฝากติดตามด้วยนะครับ

ภาพ KIPBOX ปัจจุปั่น


    

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ว่าด้วยเรื่องการปลูกเมล่อน ตอนที่ 1 ปลูกลงถุงหรือปลูกลงดินดี

KIPBOXFARM     สวัสดีครับวันนี้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการปลูกเมล่อนสำหรับมือใหม่หรือมือเก่าเพื่อลองพิจารณาเลือกวิธีการปลูกกันดูนะครับ มีหลายๆคำถามที่ถามมาว่า พี่ครับเราปลูกเมล่อนลงถุงดีกว่าลงดินไม่ครับ หรือลงดินดีกว่ามั๊ยครับ ผมก็เลยเอาคำถามเหล่านี้มาลองสรุปให้ผู้ปลูกลองพิจารณาดูนะครับ     การปลูกเมล่อนให้ได้ผลดี องค์ประกอบที่สำคัญไม่น้อยกว่าองค์ประกอบอื่นคือเรื่องของดินปลูกครับ หลายๆฟาร์มมีลักษณะการปลูกที่แตกต่างกันไป แต่ที่เห็นหลักๆได้แก่ การปลูกลงแปลงดิน การปลูกลงวัสดุแทนดิน และการปลูกแบบ ไฮโดรโปนิกส์ ครับ (สำหรับผมเคยปลูกแค่สองแบบแรกจึงขอไม่พูดถึงไฮโดรโรนิกส์นะครับ)      เรามาดูในแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไรครับ     1. การปลูกโดยทำแปลงดิน การเตรียมแปลงปลูกแบบดิน ปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์           ข้อดีการปลูกลงแปลงดิน ต้นทุนในการปลูกต่ำลง  เนื่องจากดินในโรงปลูกทุกคนมีดินอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องขนวัสดุเข้าออกเพียงแต่ต้องพัตนาดินให้มีความสมบรูณ์มากขึ้นโดยการเติมอินทรีย์วัตถุ และปรับโครงสร้างดิน...

ว่าด้วยเรื่องการปลูกเมล่อน ตอนที่ 2 การเตรียมดินปลูกเมล่อน

KIPBOXFARM      จากตอนที่แล้ว เราพูดถึงเรื่องการการปลูกเมล่อนในวัสดุแทนดินหรือลงแปลงดินอะไรดีกว่า ผมขอขยายความของการปลูกแปลงดินเพิ่มเติมกันต่อครับว่าเราจะต้องการเตรียมแปลงปลูกกันอย่างไรตามแบบฉบับของสายดินครับ      อันดับแรก ก่อนที่จะทำการปลูก อย่างที่ผมได้บอกไว้ในตอนก่อนๆ ในเรื่องของการส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์เพื่อดูความสมบรูณ์ของดิน สำหรับผมถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆเลยครับ เนื่องจากหากเราไม่รู้สภาพดินของเราว่าเป็นอย่างไร เราก็ไม่สามารถที่จะปรุงดินให้ดีได้ครับ  วิธีการเก็บตัวอย่างขออนุญาตทำลิงค์ของกรมพัตนาที่ดินไว้ให้นะครับ  https://www.ldd.go.th/WEB_WorldSoilDay/Data/Knowledge/SoilSampling.pdf     สำหรับแปลงใหม่ที่ยังไม่เคยปลูกยังไม่ต้องกังวลมากครับให้เราทำการทดสอบค่า PH ของดินและทำการไถ่พลิกหน้าดินเพื่อดูสภาพเบื้องต้น การเก็บตัวอย่างดิน ให้เอาผี่งลมไม่ต้องตากแดด ทดสอบด้วยชุดทดสอบPH ไถ่พลิกหน้าดินและเก็บเศษวัสดุอื่นๆ      หลังจากไถ่พลิกหน้าดินให้เราเก็บเศษวัสดุ เศษแก็ว เศษก้อนหิน หรือขยะอื่นๆออกจากแปลงให้มากที่สุด ห...