ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ว่าด้วยเรื่องการปลูกเมล่อน ตอนที่ 2 การเตรียมดินปลูกเมล่อน

KIPBOXFARM

    จากตอนที่แล้ว เราพูดถึงเรื่องการการปลูกเมล่อนในวัสดุแทนดินหรือลงแปลงดินอะไรดีกว่า ผมขอขยายความของการปลูกแปลงดินเพิ่มเติมกันต่อครับว่าเราจะต้องการเตรียมแปลงปลูกกันอย่างไรตามแบบฉบับของสายดินครับ 

    อันดับแรก ก่อนที่จะทำการปลูก อย่างที่ผมได้บอกไว้ในตอนก่อนๆ ในเรื่องของการส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์เพื่อดูความสมบรูณ์ของดิน สำหรับผมถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆเลยครับ เนื่องจากหากเราไม่รู้สภาพดินของเราว่าเป็นอย่างไร เราก็ไม่สามารถที่จะปรุงดินให้ดีได้ครับ 

วิธีการเก็บตัวอย่างขออนุญาตทำลิงค์ของกรมพัตนาที่ดินไว้ให้นะครับ 
https://www.ldd.go.th/WEB_WorldSoilDay/Data/Knowledge/SoilSampling.pdf

    สำหรับแปลงใหม่ที่ยังไม่เคยปลูกยังไม่ต้องกังวลมากครับให้เราทำการทดสอบค่า PH ของดินและทำการไถ่พลิกหน้าดินเพื่อดูสภาพเบื้องต้น

การเก็บตัวอย่างดิน ให้เอาผี่งลมไม่ต้องตากแดด



ทดสอบด้วยชุดทดสอบPH





ไถ่พลิกหน้าดินและเก็บเศษวัสดุอื่นๆ



    หลังจากไถ่พลิกหน้าดินให้เราเก็บเศษวัสดุ เศษแก็ว เศษก้อนหิน หรือขยะอื่นๆออกจากแปลงให้มากที่สุด หากผลการทดสอบPH มีค่าความเป็นกรดมากอาจจะเลือกการปรับปรุงดินโดยแช่น้ำเหมือนทำนาข้าวและสลับให้แห้งประมาณ 2-3 ครั้งเพื่อช่วยปรับสภาพ PHในดินให้เหมาะแก่การปลูก ซึ่งค่าPH ที่เหมาะสม ประมาณ 6-6.5 

    เมื่อปรับสภาพดินให้เหมาะสมแล้วขั้นตอนต่อไปคือการเติมอินทรีย์วัตถุลงในดินเพื่อเพิ่มความสมบรูณ์ให้กับดินโดยการเติมปุ๋ยอินทรีย์ที่ย่อยสลายแล้วจะมีผลทำให้ดินมีจุลลินทรีย์ตามธรรมชาติมากขึ้นและยังทำให้โครงสร้างดินโปร่งขึ้นมีผลต่อการระบายน้ำและทำให้ระบบรากของเมล่อนกระจายได้ดี แต่ไม่ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่เติมปุ๋ยเคมีเพราะอาจจะทำให้ดินมีความแข็งตัวมากขึ้น



    การเติมปุ๋ยอินทรีย์ควรจะใส่ในแนวกลางร่องที่จะปลูกโดยทำเป็นร่องตัววีจากนั้นโรยปุ๋ยอินทรีย์ลงกลางร่องปลูกและทำการขึ้นแปลงกลบปุ๋ยเพื่อให้เมล่อนได้กินปุ๋ยที่เราใส่ไว้ โดยในรอบแรกเราจะเติมปุ๋ย 1-2 กิโลกรัมต่อตารางเมตร เพื่อให้ดินมีความสมบรูณ์ ในฟาร์มผมเลือกใช้ ปุ๋ยตราค้างคาวซามูไร เพราะมีส่วนผสมของปุ๋ยค้างคาวและทางโรงงานมีการเติมสปอร์ของไตรโครเดอร์ม่าจึงช่วยในเรื่องการป้องกันการเน่าคอดินได้ดี

การคลุมแปลงและการทำระบบน้ำหยด

    เมื่อเตรียมแปลงดินแล้วเสร็จเราจะคลุมด้วยพลาสติกคลุมดินแล้วเจาะรูเพื่อเตรียมปลูกโดยระยะระหว่างรูเจาะที่ 50x50 เซนติเมตร มาถึงขั้นตอนนี้เราก็พร้อมลงปลูกเมล่อนแล้วโดยก่อนย้ายกล้าลงเราจะต้องปล่อยน้ำเข้าในแปลงดินให้ดินมีความชื้นมากเพียงพอก่อนที่จะย้ายกล้า

    จะเห็นได้ว่าการเตรียมแปลงปลูกไม่ได้มีขั้นตอนที่ซับซ่อน หากเราเตรียบมแปลงดีก็จะส่งผลในระยะยาว ดินเราจะค่อยๆดีขึ้นมีความโปร่งและร่อนซุยไม่จับตัวเป็นก่อนครับและในตอนต่อไปผมจะพูดถึงการเพาะกล้าต้นเมล่อนกันครับ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กับการเตรียมแปลงดิน สำหรับบทความนี้หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในการทำแปลงดินสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้นะครับ แล้วตอนหน้ามาดูกันว่าเราจะเพาะกล้ายังไงให้ต้นกล้าแข็งแรงเพื่อให้พร้อมปลูกกันครับ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 
Email:spakeen@gmail.com
Line:@kipboxfarm
Tel:0819581181


 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ว่าด้วยเรื่องการปลูกเมล่อน ตอนที่ 1 ปลูกลงถุงหรือปลูกลงดินดี

KIPBOXFARM     สวัสดีครับวันนี้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการปลูกเมล่อนสำหรับมือใหม่หรือมือเก่าเพื่อลองพิจารณาเลือกวิธีการปลูกกันดูนะครับ มีหลายๆคำถามที่ถามมาว่า พี่ครับเราปลูกเมล่อนลงถุงดีกว่าลงดินไม่ครับ หรือลงดินดีกว่ามั๊ยครับ ผมก็เลยเอาคำถามเหล่านี้มาลองสรุปให้ผู้ปลูกลองพิจารณาดูนะครับ     การปลูกเมล่อนให้ได้ผลดี องค์ประกอบที่สำคัญไม่น้อยกว่าองค์ประกอบอื่นคือเรื่องของดินปลูกครับ หลายๆฟาร์มมีลักษณะการปลูกที่แตกต่างกันไป แต่ที่เห็นหลักๆได้แก่ การปลูกลงแปลงดิน การปลูกลงวัสดุแทนดิน และการปลูกแบบ ไฮโดรโปนิกส์ ครับ (สำหรับผมเคยปลูกแค่สองแบบแรกจึงขอไม่พูดถึงไฮโดรโรนิกส์นะครับ)      เรามาดูในแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไรครับ     1. การปลูกโดยทำแปลงดิน การเตรียมแปลงปลูกแบบดิน ปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์           ข้อดีการปลูกลงแปลงดิน ต้นทุนในการปลูกต่ำลง  เนื่องจากดินในโรงปลูกทุกคนมีดินอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องขนวัสดุเข้าออกเพียงแต่ต้องพัตนาดินให้มีความสมบรูณ์มากขึ้นโดยการเติมอินทรีย์วัตถุ และปรับโครงสร้างดิน...

มาทำความรู้จัก KIpbox farm ตอนที่ 1เราคือใคร

    KIPBOX FARM       เราเป็นฟาร์มเกษตรแบบผสมผสานที่ตั้งอยูในตัวเมืองตรัง โดยใช้พื้นที่ ประมาณ 2 ไร่ครึ่ง แบ่งเป็นสองส่วนได้แก่ ส่วนของพื้นที่ฟาร์ม และ ส่วนร้านอาหารและโรงแรม       ในปี 2016 ซึ่งตัวผมเองตั้งใจจะใช้พื้นที่ตรงนี้สร้างโรงแรมที่ทำมาจากตู้คอนเทนเนอร์ โดยใช้ชื่อว่า KIP ที่แสลงมาจาก Sleep และ BOX ที่มาจากกล่อง แปลรวมกันเป็นกล่องนอน ซึ่งตรงกับConceptเอาตู้คอนเทนเนอร์มาสร้างเป็นโรงแรม ภาพร่างออกแบบปี 2016      ซึ่งเราได้ออกแบบเป็นโรงแรมขนาด 42 ห้องก็นับว่าหากสร้างจริงก็จะเป็นโรงแรมที่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์มาสร้างเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่สุดในเวลานั้น แต่จนแล้วจนรอดก็เกิดความคิดบ้างอย่างขึ้นมาว่า หากเราสร้างจริงเราจะทำธุรกิจนี้ไหวเหรอ แล้วโรงแรมเราจะมีอะไรเป็นจุดเด่นมากพอที่จะทำให้คนเขามาพักหรือเปล่า     จากคำถามเหล่านั้นจึงทำให้ผมชลอการสร้างโรงแรม และลองหันมามองหาว่าเราจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่นี้อย่างไร จึงเกิดแนวคิดที่ว่าเราควรกลับมามองเรื่องการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพของเราเองและส่งต่ ออาหารที่มีประโยชน์ให้กับลู...